ลงทุนแบบไหน โดนใจมนุษย์เงินเดือน

การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ

ปัจจุบันแค่รายได้จากงานประจำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานเมื่อค่าครองชีพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน มนุษย์เงินเดือนหลายคนจึงหันมาหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋า ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ การเปิดร้านอาหารหรือร้านขนมเล็กๆ  แต่คุณรู้ไหมครับว่าการเพิ่มรายได้โดยใช้เงินทำงานแทนเรายังมีอยู่อีกทาง นั่นก็คือการลงทุนรูปแบบต่างๆ นั่นเอง เราลองมาดูกันดีกว่าว่าการลงทุนแบบไหนโดนใจชาวมนุษย์เงินเดือนมากที่สุด

 

     1.การออมทอง

เรียกได้ว่ากำลังเป็นเทรนด์ฮิตที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนสนใจ เพราะไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนก็สามารถซื้อทองเก็บสะสมได้ โดยผู้ให้บริการออมทองในบ้านเราที่เชื่อถือได้และมีชื่อเสียงมีสองเจ้าคือฮั่วเซ่งฮงและบ.ออสสิริส โดยวิธีการนั้นก็ง่ายแสนง่าย หลังจากเปิดบัญชีออมทองกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งแล้ว ก็เพียงแค่เลือกจำนวนเงินที่เราจะหักออกจากบัญชีทุกเดือนจำนวนเท่าๆ กัน ทางบริษัทจะจัดสรรเงินของเราเพื่อนำไปลงทุนซื้อเศษทองรวมกัน และเมื่อสะสมจนได้จำนวนที่ต้องการก็สามารถเลือกได้ว่าจะขายทองหรือเบิกทองออกมาเก็บไว้เอง เริ่มต้นลงทุนได้ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ใช้งบประมาณน้อยแต่สร้างกำไรแถมยังมีทองใส่ได้ด้วย โดนใจมนุษย์เงินเดือนสุดๆ ครับ

     2.การออมหุ้น

หุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่หากมีความรู้และเข้าใจการลงทุนก็สามารถสร้างกำไรมหาศาล แต่ในส่วนของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราที่ไม่มีทุนมากๆ การซื้อหุ้นแต่ละครั้งดูไม่คุ้มเอาเสียเลยใช่ไหมครับ ลองเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการออมในหุ้นกันดีกว่า การออมหุ้นคล้ายๆ กับการออมทองคือเป็นการลงทุนซื้อหุ้นจำนวนเงินเท่ากันทุกๆ เดือน  เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง และยังเป็นการออมที่สร้างกำไรได้ดี เมื่อลงทุนไประยะหนึ่งเราก็จะมีหุ้นอยู่ในมือมากพอที่จะเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรหรือนำออกขายได้

     3.การซื้อกองทุนรวม

กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ง่ายและสะดวกมาก เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากลงทุนหลายๆ อย่างแต่ไม่อยากเสี่ยงหรือไม่มีความรู้ในการลงทุน เรียกง่ายๆ ว่ามือใหม่ก็สามารถซื้อกองทุนรวมได้ วิธีการก็คือเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณต้องการเปิดบัญชีกองทุนด้วย เช่น ธนาคารต่างๆ เป็นต้น จากนั้นลองปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนหรือเลือกกองทุนจากความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ แล้วจึงทำการซื้อกองทุนจำนวนที่ต้องการ จะซื้อครั้งละมากๆ หรือแบ่งซื้อจำนวนน้อยๆ เท่ากันทุกเดือนก็ได้

มนุษย์เงินเดือนคนไหนที่อยากเก็บเงินแต่คิดว่าดอกเบี้ยธนาคารน้อยเกินไป หรือไม่อยากนำเงินไปลงทุนเปิดร้านหรือทำกิจการส่วนตัว การแบ่งเงินมาออมทอง ออมหุ้นหรือซื้อกองทุนก็เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจมากสำหรับเรา เพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนครั้งละมากๆ ความเสี่ยงต่ำ และนอกจากนี้ยังสามารถสร้างกำไรได้ในอนาคตอีกด้วย

ไม่รู้ไม่ได้กับธุรกิจยุค Start Up

ในเรื่องเป้าหมายของชีวิต เราถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เด็กว่าต้องตั้งใจเรียน เรียนจบแล้วตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างอนาคตต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปในยุคต่อมาคนรุ่นใหม่เริ่มมองหาโอกาสในการเป็นนายของตัวเองด้วยการสร้างธุรกิจเล็ก ๆ เริ่มต้นธุรกิจด้วยการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยอย่าง “SME” และวันนี้สำหรับคนที่ฝันใหญ่ มั่นใจว่ามีไอเดียที่เจ๋งและเป็นนักพัฒนา เขาเหล่านั้นมองไปไกลกว่าการเป็นแค่ SME ผู้ประกอบการรายย่อย เป้าหมายใหม่ของเค้าคือการเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ “Start Up”

Cr. Freepik.com

คุณอาจสงสัยว่าธุรกิจ Start Up นั้นแตกต่างจากธุรกิจ SME ตรงไหน ก่อนอื่นธุรกิจ SME นั้นส่วนใหญ่แล้วมีผลประกอบการกำไรเติบโตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 30% -50% แต่ Start Up ไม่ใช่ สิ่งที่พวกเค้าคาดหวังว่าจะได้รับตอบแทนจากสิ่งที่เค้าสร้างขึ้นต้องเป็นความสำเร็จแบบก้าวกระโดดมากกว่า 100% ไปจนถึง 1,000% เลยทีเดียว

สิ่งที่ Start Up สร้างนั้นไม่ใช่การซื้อวัตถุดิบมาแปรรูปและขายต่อเพื่อทำกำไร แต่เป็นการมองเห็นโอกาส โอกาสที่จะเป็นที่ต้องการของคนหมู่มาก โดย Start Up ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่นั้นมักมองเห็นปัญหาที่หลายคนมองข้ามไปและเริ่มลงมือแก้ไขมันจนกลายมาเป็นสินค้าชิ้นใหม่ และเมื่อพิสูจน์แล้วว่าสินค้าชิ้นนี้ใช้งานได้ดีเป็นที่พอใจจึงเริ่มขยายฐานผู้ใช้งานอย่างก้าวกระโดด

เส้นทางของการเป็น Start Up

  1. ต้องมีไอเดียเจ๋ง ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าตลาดต้องการอะไร คุณต้องการจะทำอะไรและเมื่อคิดสินค้าขึ้นมาแล้วสามารถทำได้จริงและสามารถแก้ปัญหาให้กับตลาดและสร้างฐานลูกค้าได้จริง

Cr. Freepik.com

  1. พิสูจน์แนวคิด ตรวจสอบว่าสมมุติฐานของคุณถูกต้องโดยอาจใช้เป็นการสำรวจความคิดเห็น สร้างสินค้าขึ้นมาเพื่อให้คนกลุ่มเล็ก ๆ ทดสอบสินค้าเพื่อพิสูจน์แนวคิดแล้วสอบถามคนรอบข้างรวมถึงผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจเกี่ยวกับไอเดียของสิ่งที่คุณทำ โดยเฉพาะถ้าได้พูดคุยกับผู้ที่เคยทำธุรกิจ Start Up มาก่อนจะยิ่งได้ข้อสรุปเร็วและมองเห็นแนวทางการทำงานต่อไป
  2. นำเสนอผลงานกับนักลงทุน เมื่อคุณพิสูจน์แล้วว่าแนวคิดของคุณถูกต้อง การขยายตัวแบบก้าวกระโดดนั้นส่วนใหญ่แล้ว Start Up ต้องอาศัยนักลงทุน โดยการนำเสนอผลงานกับนักลงทุนซึ่งมีอยู่ 2 ประเภทคือ Angel investor นักลงทุนที่เต็มใจที่จะช่วยเหลือคุณแม้ว่าสินค้าของคุณยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และอีกกลุ่มคือนักลงทุนรายใหญ่ Venture Capital ที่จะมาพร้อมกับงบเต็มเปี่ยมแต่ VC ส่วนใหญ่นั้นจะไม่ค่อยเลือกลงทุนกับ Start Up ที่ยังไม่ค่อยเห็นโอกาสเติบโตเท่าไหร่

Cr. Freepik.com

การจะกลายเป็น Start Up ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางที่ยากลำบากสำหรับใครหลายคน บางคนใช้เวลาหลายปีเพื่อปลุกปั้นให้สินค้าของตนเองปัง แต่เมื่อใดก็ตามที่สินค้าของคุณติดลมบนแล้วเมื่อนั้นแหละที่ชีวิตของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป