ธุรกิจออนไลน์กับแนวโน้มการเติบโตในอนาคต

ธุรกิจออนไลน์กับแนวโน้มการเติบโตในอนาคต

“ถึงเราไม่เปลี่ยนแปลงแต่โลกก็เปลี่ยนแปลงเราอยู่ดี”

 

จากคำบอกเล่าด้านบน ทำให้เรามองเห็นภาพสังคมในรูปแบบดิจิตอลมากขึ้น  และทำให้เราพอมองภาพออกว่าถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วเราจะไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจในตัวของเทคโนโลยีมากแค่ไหน แต่ในที่สุดด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแห่งเทคโนโลยีนั้นก็จะบีบให้เราต้องหันมาสนใจและวิ่งตามเทคโนโลยีเหล่านั้นอยู่ดี ซึ่งหากจะให้ยืนยันคำกล่าวข้างต้นว่าจริงเพียงใด ก็คงจะสามารถให้ดูได้จากการปรับตัวของธุรกิจทั้งหลายที่หันหน้ามาเรียนรู้เพื่อที่จะนำเสนอสินค้าหรือบริการของตัวเองผ่านโลกออนไลน์กันทั้งสิ้น  รวมถึงบอกได้เลยว่าในอนาคตหากธุรกิจใดที่ยังไม่พร้อมจะปรับตัวเข้าสู่โลกแห่งดิจิตอล ก็คงจะยากที่จะอยู่รอดบนสังคมที่ไม่ว่าแบรนด์ใดธุรกิจไหนต่างก็หันมาเข้าร่วมช่วงชิงพื้นที่การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ในปัจจุบัน

 

คำถามต่อมาคือ ในเมื่อแนวโน้มของโลกเป็นแบบนี้แล้วธุรกิจออนไลน์กับการเติบโตในอนาคตจะเป็นอย่างไร? ก็คงต้องบอกได้เลยว่าแนวโน้มของธุรกิจออนไลน์ในอนาคตนั้นยังเติบโตได้อีกแบบไร้ขีดจำกัด และยังมีช่องว่างสำหรับธุรกิจที่ต้องการการเติบโต และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์อีกจำนวนมาก

 

ส่วนสิ่งที่ธุรกิจทั้งสินค้าและบริการทั้งหลายที่เข้าสู่โลกออนไลน์ไปแล้วจะต้องทำต่อไปเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้และเพิ่มลูกค้าใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นนั่นก็คือการรักษามาตรฐานของสินค้าและการให้บริการที่ดีและหมั่นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอยู่เสมอ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์สินค้าของเราเพราะอย่างลืมว่าโลกออนไลน์เป็นโลกที่ลูกค้าจะเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและก็สามารถเปลี่ยนใจได้ง่ายเช่นกัน นอกจากนี้ อีกหนึ่งแนวโน้มที่เมื่อธุรกิจออนไลน์มีการเติบโตที่มากขึ้นในอนาคตก็คือการแข่งขันต่อสู้กันระหว่างแบรนด์เล็กกับแบรนด์ใหญ่ หรือแบรนด์ชั้นนำกับแบรนด์เกิดใหม่ในต้องตลาดที่มักจะได้เปรียบมากกว่าในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์แบบส่วนตัวและไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากเหมือนกับแบรนด์ระดับชั้นนำ

 

ส่วนธุรกิจออนไลน์จะเติบโตไปมากแค่ไหนเพียงใด ถ้า ณ เวลานี้ก็คงจะต้องตอบว่ายากที่จะคาดเดา ในเมื่อยุคออนไลน์ที่เรากำลังยืนอยู่นี้เปรียบได้กับต้นทาง ที่เราเพิ่งร่วมค้นพบและร่วมเดินทางไปกับมันนั่นเอง

ไม่รู้ไม่ได้กับธุรกิจยุค Start Up

ในเรื่องเป้าหมายของชีวิต เราถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เด็กว่าต้องตั้งใจเรียน เรียนจบแล้วตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างอนาคตต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปในยุคต่อมาคนรุ่นใหม่เริ่มมองหาโอกาสในการเป็นนายของตัวเองด้วยการสร้างธุรกิจเล็ก ๆ เริ่มต้นธุรกิจด้วยการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยอย่าง “SME” และวันนี้สำหรับคนที่ฝันใหญ่ มั่นใจว่ามีไอเดียที่เจ๋งและเป็นนักพัฒนา เขาเหล่านั้นมองไปไกลกว่าการเป็นแค่ SME ผู้ประกอบการรายย่อย เป้าหมายใหม่ของเค้าคือการเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ “Start Up”

Cr. Freepik.com

คุณอาจสงสัยว่าธุรกิจ Start Up นั้นแตกต่างจากธุรกิจ SME ตรงไหน ก่อนอื่นธุรกิจ SME นั้นส่วนใหญ่แล้วมีผลประกอบการกำไรเติบโตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 30% -50% แต่ Start Up ไม่ใช่ สิ่งที่พวกเค้าคาดหวังว่าจะได้รับตอบแทนจากสิ่งที่เค้าสร้างขึ้นต้องเป็นความสำเร็จแบบก้าวกระโดดมากกว่า 100% ไปจนถึง 1,000% เลยทีเดียว

สิ่งที่ Start Up สร้างนั้นไม่ใช่การซื้อวัตถุดิบมาแปรรูปและขายต่อเพื่อทำกำไร แต่เป็นการมองเห็นโอกาส โอกาสที่จะเป็นที่ต้องการของคนหมู่มาก โดย Start Up ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่นั้นมักมองเห็นปัญหาที่หลายคนมองข้ามไปและเริ่มลงมือแก้ไขมันจนกลายมาเป็นสินค้าชิ้นใหม่ และเมื่อพิสูจน์แล้วว่าสินค้าชิ้นนี้ใช้งานได้ดีเป็นที่พอใจจึงเริ่มขยายฐานผู้ใช้งานอย่างก้าวกระโดด

เส้นทางของการเป็น Start Up

  1. ต้องมีไอเดียเจ๋ง ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าตลาดต้องการอะไร คุณต้องการจะทำอะไรและเมื่อคิดสินค้าขึ้นมาแล้วสามารถทำได้จริงและสามารถแก้ปัญหาให้กับตลาดและสร้างฐานลูกค้าได้จริง

Cr. Freepik.com

  1. พิสูจน์แนวคิด ตรวจสอบว่าสมมุติฐานของคุณถูกต้องโดยอาจใช้เป็นการสำรวจความคิดเห็น สร้างสินค้าขึ้นมาเพื่อให้คนกลุ่มเล็ก ๆ ทดสอบสินค้าเพื่อพิสูจน์แนวคิดแล้วสอบถามคนรอบข้างรวมถึงผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจเกี่ยวกับไอเดียของสิ่งที่คุณทำ โดยเฉพาะถ้าได้พูดคุยกับผู้ที่เคยทำธุรกิจ Start Up มาก่อนจะยิ่งได้ข้อสรุปเร็วและมองเห็นแนวทางการทำงานต่อไป
  2. นำเสนอผลงานกับนักลงทุน เมื่อคุณพิสูจน์แล้วว่าแนวคิดของคุณถูกต้อง การขยายตัวแบบก้าวกระโดดนั้นส่วนใหญ่แล้ว Start Up ต้องอาศัยนักลงทุน โดยการนำเสนอผลงานกับนักลงทุนซึ่งมีอยู่ 2 ประเภทคือ Angel investor นักลงทุนที่เต็มใจที่จะช่วยเหลือคุณแม้ว่าสินค้าของคุณยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และอีกกลุ่มคือนักลงทุนรายใหญ่ Venture Capital ที่จะมาพร้อมกับงบเต็มเปี่ยมแต่ VC ส่วนใหญ่นั้นจะไม่ค่อยเลือกลงทุนกับ Start Up ที่ยังไม่ค่อยเห็นโอกาสเติบโตเท่าไหร่

Cr. Freepik.com

การจะกลายเป็น Start Up ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางที่ยากลำบากสำหรับใครหลายคน บางคนใช้เวลาหลายปีเพื่อปลุกปั้นให้สินค้าของตนเองปัง แต่เมื่อใดก็ตามที่สินค้าของคุณติดลมบนแล้วเมื่อนั้นแหละที่ชีวิตของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป